แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ECO Car แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ECO Car แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2556

“ซื้อรถอะไรดี” ซื้อยังไงไม่ให้ “ชอกช้ำระกำใจ” สำหรับคนซื้อ รถคันแรก


นโยบาย “รถคันแรก” ที่ทำเอาคนเราตาโตเป็นแถว คนที่อยากจะมีรถคันแรกก็รีบหาเงินมาซื้อกัน แล้วรอเงินคืน หรือบางคนก็อยากจะซื้อรถเพื่อเอาส่วนลดที่ว่านี้ ก็มีการซื้อในนามของ พ่อ แม่ พี่น้อง ญาติ ที่ยังไม่มีชื่อในการเป็นเจ้าของรถ แต่ทว่า การซื้อรถนั้น มันไม่ได้จำกัดเพียงว่า “ซื้อ ซื้อ ซื้อ” แล้วมันจะจบนะครับ !!! มันมีรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ ที่ต้องคำนวณ หลังจากเริ่มซื้อรถมา ใช้ไป มันต้องมีอะไรตามมาหลังจากนั้นบ้าง ??? และสำคัญที่สุดคือ “สภาพคล่องของคนซื้อจะไหวหรือเปล่า” บางคนก็ซื้อรถมาใช้งานได้คุ้มค่า บางคน หรือหลายคน ก็ซื้อรถมากลายเป็น “ภาระ” แล้วจะซื้อรถดีไหม แล้วจะซื้อรถอะไรดี ถึงจะเดือดร้อนน้อยสุดล่ะ ???



จำเป็นแค่ไหนที่ต้องซื้อรถ ???
คำถามนี้ คุณต้องถามตัวเองก่อนนะครับ จำเป็นแค่ไหน และจำเป็นจริงหรือไม่ที่จะต้องซื้อรถ ??? และควรจะต้องตอบตัวเองด้วย ไม่ต้องถามคนอื่นหรอก ไม่มีประโยชน์ เพราะคนอื่นมันก็ต้องยุให้คุณซื้อนั่นแหละ โดยเฉพาะเพื่อนฝูงทั้งหลายนี่ตัวดี พูดกันตรงๆ เขาก็อยากให้คุณซื้อรถ เพราะอยากจะอาศัยรถคุณไปนั่นมานี่นั่นแหละ หลายคนซื้อรถเพราะ “ลูกยุ” ผมเชื่อว่าเป็นส่วนมากนะครับ หรือบางทีก็เห็นแก่ส่วนลด ซื้อมาเลยก็มี ตรงนี้คุณควรคิดบ้าง และอย่านำความ “อยาก” มานำความ “คิด” ลองถ้าได้อยากซะแล้วอะไรก็เอาไม่อยู่ (ก็กูจะซื้อง่ะ) นี่แหละที่ทำให้เกิดปัญหาตามมา

รถคันแรก

กรณีที่ยังไม่เคยมีรถ ลองถามตัวเองว่า ชีวิตขณะที่ไม่มีรถแล้วคุณเดือดร้อนหรือเปล่า ??? บางคนอยู่ใกล้ที่ทำงาน วันหยุดก็เอาแต่นอนอยู่บ้าน ออกไปก็แค่ใกล้ๆ ไปทำงานก็ขึ้นรถไฟฟ้าไป กลับบ้านก็รถไฟฟ้ากลับ สะดวกจะตาย ไม่มีครอบครัว หรือสาวใดมีแฟน แฟนมีรถ จะไปไหนก็ให้แฟนมารับยังงั้นก็ดี (มีแฟนก็ต้องให้ช่วยเราได้สิ ไม่งั้นจะมีทำไม ถูกมะ) เรียกว่าไม่มีรถก็ไม่เดือดร้อน สรุปสั้นๆ ว่า “ไม่ต้องซื้อก็ได้” จบนะ ไม่ต้องเวิ่นเว้อให้เปลืองกระดาษ

กรณีตรงข้าม ตัวเองเดือดร้อนกับการเดินทาง รถสาธารณะแม่มก็โคตรจะห่วย ชีวิตหาความปลอดภัยไม่มี ต้องเดินทางไกล ทำงานไกล กลับมืด บ้านเข้าซอยลึก ค่อนข้างเปลี่ยว ต้องไปเยี่ยมพ่อแม่ พาลูกเมียไปเที่ยว ฯลฯ อันนั้นก็ “ซื้อได้ครับ” เข้าใจครับว่าคนเราก็มีความจำเป็นที่ไม่เหมือนกัน เพียงแต่ถ้าจำเป็นต้องใช้จริงๆ ก็ซื้อเถอะครับ ถ้ามีเงินพอจะผ่อนส่งค่างวดได้นะ และด้วยเรื่องค่างวดค่านั่นค่านี่ เราต้องมาคุยกันต่อในวรรคต่อไปไงล่ะครับ…

รถยนต์แบบ MPV หรือ Multi Purpose Vehicle จะต่างกับรถ SUV ตรงที่ว่า ไม่ได้ผลิตมาเผื่อลุย พื้นฐานก็รถเก๋งทั่วไปนี่แหละ เพียงแต่ทำเป็นทรงรถตู้ เพื่อให้ใช้งานได้อเนกประสงค์ ในบ้านเรารถแบบนี้ตัวเลือกจะค่อนข้างน้อยอยู่ไม่กี่ค่าย ถ้ามีครอบครัวใหญ่หน่อย ประมาณ 5-7 คน ก็ถือว่าเหมาะสมดี



ซื้อรถอะไรดี ???
ปัญหาโลกแตกครับ ปัญหายอดฮิตประจำชาติ “ซื้อรถอะไรดี” บอกตรงๆ เป็นคำถามโคตรง่ายที่ตอบยากที่สุด ทำไมน่ะหรือ ??? แล้วผมจะรู้กับคุณไหมล่ะครับ ว่าคุณชอบรถอะไร คุณมีเงินเดือนเท่าไหร่ คุณมีปัญญาซื้อรถราคาขนาดไหนดี สีอะไรที่ชอบ คุณต้องการใช้แบบไหน ครอบครัว ส่วนตัว ฯลฯ แต่บางทีก็จนด้วยเกล้า รถมีมากมายให้เลือก ไม่รู้จะเลือกรถอะไรดี เอาล่ะ ผมก็มีคำแนะนำมาเป็นข้อๆ เพื่อจะได้คำตอบที่แคบขึ้น

“มีเงินอยู่เท่าไหร่” ถ้า “ซื้อเงินสด” ก็ง่ายหน่อย มีงบแน่นอนเท่าไรก็โยนลงไปเลย อันนี้ไม่ยากเพราะเงินมันเป็นตัวบังคับอยู่แล้ว แต่ก็เผื่อไว้นิดหน่อยนะ อย่าซื้อรถที่พอดีงบจริงๆ ประเภทต้องแคะกระปุกทุกบาททุกสลึงมาซื้อ เพราะรถในแต่ละรุ่น มันก็มีหลายราคาให้เลือก บางทีซื้อรุ่นท๊อปแล้วตึงมือ ก็ยอมซื้อรุ่นรองๆ มาหน่อยก็ได้มั้งครับ ขอให้มีเงินเหลือบ้าง เพราะการซื้อรถ มันต้องมีค่าใช้จ่ายอย่างอื่นจิปาถะอีกมากมาย จดทะเบียน ค่าประกัน ค่าติดฟิล์มกรองแสง ค่าห่….เหว……อะไรก็ตามแต่ บางคนซื้อมาก็หาเรื่อง “แต่ง” ก็ต้องใช้เงินอีก (ล้อแม็กน่ะโดนก่อนเลย) เพราะฉะนั้น ควรจะซื้อรถแล้วมีเงินเหลืออยู่บ้าง เพื่อเผื่อค่าใช้จ่ายไอ้อย่างที่ว่ามาอีกจะได้ไม่ตึงมือเกินไป

ถ้าเกิดซื้อ “ผ่อน” อันนี้จะต้องคิดยาวๆ หน่อยนะครับ ส่วนใหญ่เงินไม่พอถึงต้องผ่อนนั่นแหละ และส่วนใหญ่ก็มักจะซื้อรถที่แพงเกินฐานะ ถือว่าผ่อนได้ไงล่ะ ตรงนี้คุณก็ต้องพิจารณาจากรายได้ของคุณเอง ว่ามีปัญญาจะผ่อนไหวไหม ถ้ารู้สึกหวั่นไหวว่าจะ “ร่วง” ก็ไปผ่อนไอ้รถรุ่นถูกกว่าก็ได้ อย่า “หน้าใหญ่ใจโต” ให้มากนัก เดือดร้อนเองแล้วจะรู้สึก ผ่อนไม่ไหวโดนยึดกันมามากมายแล้วคงไม่ต้องบอกกันมากนะ ไหลไปเรื่อย เข้าประเด็นที่ว่า “ซื้อรถอะไรดี” เมื่อเราจัดสรรงบประมาณได้เรียบร้อย จะผ่อนหรือสดก็ว่ากันไป ก็ลองมาเลือกดูถึง “ความต้องการของแต่ละคน” มันไม่เหมือนกันนะครับ ต้องถามตัวเองเป็นหลัก ยกตัวอย่าง ถ้าเป็นคนที่เน้นใช้งานในเมืองเป็นหลัก มีครอบครัวเล็ก พ่อ แม่ ลูก ไม่เกินสี่คน ชอบความประหยัด ฐานะปานกลาง จัดไปเลยครับ ECO CAR ตรงเป้าที่สุด หรือถ้าเอาใหญ่มาอีกหน่อย ก็รถเก๋ง 1,500 ซีซี อันนี้จะออกต่างจังหวัดได้มั่นใจกว่า ECO CAR ไปอีกระดับ จริงๆ แล้ว ECO CAR มันก็ไปทางไกลได้แหละ อย่าไปเชื่อว่ามันวิ่งทางไกลไม่ได้ “รถอะไรก็วิ่งได้ ถ้ามันสมบูรณ์” ไม่ตายกลางทาง ต่อให้โคตรรถ Luxury คันละหลายล้าน หรือกว่าสิบล้าน แต่ดันมีปัญหาอะไรสักอย่างจอดเดี้ยงริมถนนก็เยอะแยะไป เพราะฉะนั้นควรจะเลิกกังวลกับความคิดปัญญาอ่อน ว่า ECO CAR วิ่งทางไกลไม่ได้ มันไปได้ครับ แต่อย่าไปเร็วเกินไปนัก ก็เห็นคนขับ ECO CAR ไปสุดเหนือสุดใต้เยอะแยะไป แต่พวกเขาขับกันอย่าง “มีสติ” ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรนี่ ตรงกันข้ามขับซูเปอร์คาร์เทพๆ ทุกอย่างโคตรสุดยอดเลยว่ะ แต่ขับด้วยความไร้สติ กลับมาแต่เถ้ากระดูกก็มีให้เห็นอยู่เยอะแยะ

ส่วนคนที่ต้องการรถใช้งานแบบค่อนข้างสมบุกสมบันหน่อย ชอบออกต่างจังหวัด ชอบ Activity ต่างๆ และมีเงินมากพอ ก็ควรจะมอง “รถกระบะ” หรือ “รถอเนกประสงค์” ไว้จะดีกว่า อย่างรถกระบะหรือรถอเนกประสงค์สมัยนี้มันก็มีสมรรถนะดี แถมประหยัด (ถ้าไม่บ้าเหยียบมากไปนะ) เดี๋ยวนี้กระบะ 4 ประตู ก็โดยสารได้สบาย “แอร์เย็น เพลงเพราะ” เหอะว่างั้น ขับสบาย มีเกียร์ออโต้ให้เลือกใช้อีก มันก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่าซื้อรถเก๋งที่ได้เรื่องขับดี นุ่มนวล แต่การใช้งานและความแข็งแกร่งสู้รถพวกนี้ไม่ได้ครับ ปัจจุบัน คนที่ใช้รถเก๋ง หันมาใช้รถพวกนี้กันมากจริงๆ เพราะความอเนกประสงค์ของมันนั่นแหละครับ



จะเลือกอะไรดี ??? ก็เลือกรถที่คุณชอบสิ !!!
หลังจากที่ได้รถในใจแล้ว บางคนก็ตัดสินใจง่าย เพราะมี “ตัวเลือกเดียว” อันนั้นผมไม่ค้านครับ เพราะมันอยู่ที่ความอยากได้ของคุณ หรือพวกเหล่า “จงรักภักดีในตราสินค้า” หรือ “Brand Royalty” ที่ฝรั่งว่าไว้ อันนี้ผมไม่พูดถึง เพราะถ้าชอบและซื้อไหวก็เอาเลย เพราะยังไงคุณก็ตั้งใจ “เอาอยู่” แล้ว แต่จะมีคนส่วนใหญ่ที่ “หลายใจ” เพราะรถระดับเดียวกันมันก็มีตั้งหลายยี่ห้อ ไอ้ยี่ห้อ “โตโยเย” ก็อยากได้ ไอ้ยี่ห้อ “นิดสั้น” ก็ไม่เลว ไอ้ “ฮอนดู้” ของแต่งมันเยอะดี ไอ้ “มิฮูมิฮิ” เซลส์มันสวยฉอเลาะดีว่ะ ฯลฯ เกิดอาการรักพี่เสียดายน้อง เลือกไม่ถูกซะงั้น

ยิ่งไปฟังข้อมูลมาจากหลายฝ่าย ไอ้เรื่องข้อมูลทั่วไป ผมถือว่าเป็น “เครื่องประกอบการตัดสินใจเท่านั้น” เพราะคนที่ชอบยี่ห้อนั้น ยังไงเขาก็เชียร์เข้าข้างตัวเอง แต่ก็จะมีคนที่เป็นกลาง พร้อมจะเปิดเผยข้อมูลว่ามีอะไรดี มีอะไรเสียบ้าง พวกเว็บไซต์ คาร์คลับต่างๆ ที่ “ดูเป็นทางการและดูมีสาระ” ไม่ใช่ตั้งเห่อๆ แบบบางเว็บตั้งโดยเด็กหัดซิ่งเกรียนๆ คุยกันโคตรไร้สาระ บ้าพลังคลั่งแต่แรงก็อย่าไปอ่านแม่มมัน เหล่านี้จะให้ข้อมูลคุณได้ สมมติคุณอยากจะได้รถรุ่นนี้แน่ๆ ก็ลองเข้าไปในคลับรถรุ่นนั้นดู เขาจะมีห้องข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ที่ได้ประสบกันมา ก็จะมีสมาชิกที่พบปัญหาเข้ามาอัพเดตกัน (บางทีก็ด่าด้วยความคับแค้น) คุณลองเข้าไปอ่านและตัดสินใจดูเอง

เพราะฉะนั้น “เลือกรถที่คุณชอบที่สุด” แน่นอนครับ รถคุณเป็นคนซื้อ เงินก็เงินของคุณ และคุณต้องเป็นคนที่ใช้มัน เพราะฉะนั้น ถ้าคุณไม่ชอบรถรุ่นนั้น แต่ดันซื้อมาเพราะแรงเชียร์ หรือ Inspiration แรงบันดาลใจบ้าบออะไรต่างๆ ที่มาทำให้คุณ “เขว” บางทีก็ฟังมากไป เชื่อคนอื่นมากไป เจอแรงยุที่ไม่ได้มีเหตุผล นี่ จะบอกให้ บางคนหลงเสน่ห์ “เซลส์สวย” ลูกล่อลูกชนดี พูดจาเอาอกเอาใจคะๆ ขาๆ ขาๆ คะๆ กล่อมให้เคลิ้มก็คิดว่าเอาวะ งานนี้หลวมตัวไปแล้ว ก็ด้วยไอ้เหตุผลทั้งหลายทั้งปวงนี่ทำให้คุณเหมือน “จำใจซื้อ” คุณก็ใช้รถคันนั้นอย่างจำใจ รถยนต์นะครับ ไม่ใช่รถของเล่น ที่เบื่อก็จะทิ้งขว้างซื้อคันใหม่ เพราะฉะนั้น “ซื้อไอ้ที่คุณชอบและจ่ายไหว” จะดีที่สุดครับ เชื่อผมเถอะ



Nobody’s perfect
ผมจะบอกอย่างหนึ่งว่า รถยนต์ที่ขายกันสมัยใหม่นี้ “ต่างก็มีมาตรฐานเดียวกัน” ทุกยี่ห้อต้องผ่านการทดสอบ ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ (QC) อยู่แล้ว เพราะงั้นด้วยความที่เป็นรถใหม่ มันก็โอเคอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม “โนบอดี้เพอร์เฟค” ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบทุกอย่าง รถทุกรุ่นทุกยี่ห้อ ต่างก็ย่อมมี “จุดเด่น จุดด้อย” เช่นกัน ต่อให้แพงโคตรๆ ก็ย่อมหนีสัจธรรมนี้ไปไม่พ้น มันพูดลำบากครับ ไอ้ที่เห็นมาทุบรถประท้วง หรือด่าประจานออกสื่อต่างๆ มันก็มีแทบทุกยี่ห้อ รถถูกไปยันแพง รถที่ผลิตออกมาเป็นจำนวนมากๆ ก็ย่อมมีข้อผิดพลาดบ้างเป็นธรรมดา เมืองนอกเขาเรียกรถที่มีปัญหาไปเคลมกันอยู่บ่อยๆ แต่บ้านเราอาจจะ “ขาดความรับผิดชอบ” ก็เลยมีการโวยวายกันเกิดขึ้น

ดังนั้น ถ้าคุณชอบรถยี่ห้อไหน รุ่นไหน ก็ลองหาข้อมูลใน “ด้านลบ” ดูหน่อย ถ้ามันไม่ได้มากมายอะไรนัก สามารถแก้ได้ง่ายและจบ ไม่มีดาบสองดาบสามตามมา และศูนย์บริการรับผิดชอบดีก็ซื้อได้ครับ จะไปหวังรถดี 100 % ไร้ข้อบกพร่องเลยในโลกนี้ไม่มีหรอก รถใหม่ส่วนใหญ่ก็ใช้ดีไม่มีปัญหา แต่บางคันในรุ่นเดียวกัน ซื้อไล่ๆ กัน อาจจะมีปัญหา แถมแต่ละคันยังเจอปัญหาไม่เหมือนกันอีก ตรงนี้ก็ต้องทำใจถ้าดันไปเจอคันนั้นเข้า แต่ถ้ามันมีปัญหามาก ทั้งตัวรถที่มีปัญหาซ้ำซาก แก้ไขไม่ได้ หรือไม่แก้ไข ทำให้อาจจะเกิดอันตรายกับชีวิตได้ และศูนย์บริการก็เสือกไร้ความรับผิดชอบอีก สรุป “มีคนด่ามากกว่ามีคนชม” อันนั้นหายี่ห้ออื่นเหอะครับ



“รถ” มันก็คือ “ลด” ความจริงที่โหดร้าย รับไหวหรือเปล่า ???
รถ กับ ลด ออกเสียงเหมือนกัน มีรถ มันก็ต้องมาลดเงินในกระเป๋าเรา อย่าคิดสั้นๆ เพียงแค่มีค่าผ่อนไปแต่ละงวด (อย่างรวยริน) แค่นั้นนะครับ จริงอยู่ บางคนบอกรถใหม่ มีตังค์ผ่อนกับเติมน้ำมันพอแล้ว แถมยังมีระยะรับประกันอีก เจ๊งอะไรก็เคลมซะจะไปกลัวอะไร แล้วไม่คิดมั่งเหรอครับ ??? ว่ารถใช้ไปมันก็มี “ค่าสึกหรอ” ตามมาในอนาคต เช่น ค่าบำรุงรักษา น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ ใช้ไปๆ ยางก็หมด ต้องหาที่ผ่อนค่ายาง 0 % อีก ค่าน้ำมันที่จะแพงขึ้นทุกวัน ค่าที่จอดรถ บ้านไม่มีที่จอดก็ต้องแห่ไปเช่าที่จอดต่างหาก ค่าประกัน ราคาขายต่อในอนาคตว่าจะตกแค่ไหน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คุณต้องพร้อมจ่ายถ้าจะใช้รถ ฟังแค่นี้ก็มึนแล้ว

นี่ๆ อันนี้ปัญหาคลาสสิคเลยนะ บางคนมีงบจำกัด แต่ดัน “หน้าใหญ่ใจสปอร์ต” ซื้อรถเกินฐานะ กะว่า “ผ่อนตึง” ก็รอลุ้นเอาวะ มีเยอะนะครับ เงินเดือนขนาดมีปัญญาผ่อน ECO CAR สบายๆ เงินเหลือๆ ประหยัดน้ำมันดีๆ ไม่ชอบ แต่ดันจะเอารถคันละเกือบล้าน รุ่นธรรมดาไม่ว่า ดันจะเอารุ่นท๊อป ประมาณว่ากูต้องท๊อปฟอร์มไว้ก่อน แต่เบื้องหลังกระอัก ผ่อนแพง ค่าบำรุงรักษาสูง กินน้ำมันมากขึ้น ที่ผมเรียกว่า “ผ่อนตึง” ยังไงล่ะ มันไม่ผ่อนอ่ะ มันตึงอ่ะ เงินเดือนที่ได้มาก็ผ่อนรถเกือบหมด นี่ยังไม่นับรวมค่าครองชีพอย่างอื่นเลยนะ เจอค่าบำรุงรักษาเข้าไปทีก็หน้ามืด ชักหน้าไม่ถึงหลัง มาม่านี่ของโปรด อย่าหัวเราะเพราะเคยเจอคนรู้จักที่เจอแบบนี้เข้าไป ตังค์เติมน้ำมันแทบจะไม่มี ไปไหนก็ไม่ได้นอกจากไปทำงานกลับบ้าน เฮ้อ อะไรจะขนาดนั้น ผ่อนไอ้ที่มัน “สบายเรา” ดีกว่าไหม ยอมลดอีโก้ลงมาหน่อย ขับรถถูกๆ สบายๆ ไม่เครียด หรือจะขับรถหรูดูดี แต่มีมีดปักหลัง ??? รถของท่าน เงินของท่าน ท่านผ่อนเอง จะผ่อนสบายๆ หรือผ่อนตึงหน้าดำคร่ำเครียด ก็เลือกเอาเองนะครับ สวัสดี


วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Honda Brio Amaze เหนือไปอีกขั้นกับ Eco Car Sedan

ถ้าคิดว่า Honda Brio Amaze งาน Eco Car Sedan จะมีอะไรหลายๆ อย่างเหมือนกับตัว Hatchback ล่ะก็เราขอบอกว่าคิดผิดถนัด เพราะ Honda Brio Amaze นอกจากจะเป็นรถ Eco Car แล้วมันยังเป็นงานยกระดับมาตรฐาน ที่อัพเกรดขึ้นจากเวอร์ชั่น Hatchback จนคุณรู้สึกได้เลยทีเดียว … !!!

Honda Brio Amaze


หน้าตาคล้าย แต่ให้อารมณ์คนละแบบ
ไม่ว่าจะเห็นตัวจริง หรือภาพในแคตตาล็อคก็ตาม หน้าตาของมันก็ยังคงความเป็นอนุกรม Brio เอาไว้อย่างเด่นชัด จุดต่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคงต้องยกให้กับลวดลายของกระจังหน้าที่เพิ่มวัสดุโครเมี่ยมเข้าไปเพื่อให้ดูหรูหราขึ้น แล้วก็ในส่วนในกระจังหน้าที่รุ่นท็อปจะเป็นสีเดียวกับตัวรถ ต่อเนื่องมาถึงล้อที่แม้จะใช้ขนาดเดิม และยางซีรี่ส์เดิม แต่ก็เติมความสดใหม่ให้กับลวดลายของล้องเพื่อให้โดดเด่นมากขึ้นนั่นเอง

มาถึงความแตกต่างที่แท้จริงจะเกิดขึ้นตั้งแต่ส่วนเสา B-Pillars ยาวไปจนถึงด้านหลัง ที่แม้จะต้องการความเป็นซีดาน แต่ก็ยังคงไว้บนพื้นฐานของรถ Eco Car ที่กระชับ โดยใช้การออกแบบและดีไซน์สำหรับการเพิ่มพื้นที่ภายในเป็นหลัก ทำให้นแนวเส้นหลังคาในด้านหลังถูกเพิ่มขึ้น แล้วจึงตัดลาดลงในด้านหลังสู่การออกแบบของรถซีดานที่มีท้ายเหลี่ยมๆ แต่สะดุดตาด้วยชุดไฟท้ายชิ้นเดียวที่โฉบเฉี่ยว พร้อมกับคาดแถบโครเมี่ยมที่ขอบฝากระโปรงหลังเพื่อเพิ่มความหรูขึ้นไปอีกระดับ

Honda Brio Amaze



ผลจาก Hatchback สู่ Sedan
Honda Brio Amaze มากับมิตัตตัวถังที่ยาวขึ้น 380 มม, รวมเป็น 3,990 มม. และยืดความยาวฐานล้อเพ่มขึ้นอีก 60 มม. เป็น 2,405 มม. ส่วนความกว้าง และความสูงยังเท่าเดิมที่ 1,680 มม. และ 1,485 มม. ตามลำดับ มีน้ำหนักตัวรถน้อยกว่า 1 ตัน (965 กก.) ประเด็นสำคัญที่ทำให้ Honda Brio Amaze มีความยาวตัวรถ และความยาวฐานล้อเพิ่มขึ้นก็เพื่อต้องการเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสาร โดยเฉพาะห้องโดยสารด้านหลังที่ช่วยให้นั่งสบายมากขึ้น แถมในตำแหน่งเบาะหลังของ Brio Amaze ยังมีพนักแขนกลาง พร้อมที่วางแก้วติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานอีกด้วยเช่นกัน แต่ไม่สามารถปรับพับก็กระทำการใดๆ เพื่อเพิ่มพื้นที่วางสิ่งของในแนวยาวได้ ส่วนห้องเก็บสัมภาระด้านหลังนั้นสามารถจุของได้ 400 ลิตร สำหรับห้องโดยสารตอนหน้านั้นแทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจาก Brio Hatchback นอกจากฝาปิดลิ้นชักเก็บของด้านหน้าที่เคยเป็นสีเบจในรุ่น Hatchaback ก็เปลี่ยนเป็นสีดำให้กับรุ่น Amaze นอกเหนือจากนี้ก็จะมีในส่วนของผ้าหุ้มเบาะทั้งด้านหน้า และด้านหลังที่เปลี่ยนลวดลายใหม่ทำให้ดูหรูขึ้น

Honda Brio Amaze


On The Drive
สมรรถนะของ Honda Brio Amaze นั้นเป็นรู้จักกันดี เพราะเป็นขุมพลังบล็อกเดียวกับที่ใช้ในเวอร์ชั่น Hatchback ซึ่งนั่นก็คือ เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว i-VTEC ความจุ 1,198 ซี.ซี. กำลังสูงสุด 90 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 11.2 กก.-ม. ที่ 4,800 รอบต่อนาที เกียร์อัตโนมัติ CVT ที่มีระบบควบคุมการเคลื่อนตัว มีเซ็นเซอร์วัดความเอียงของตัวรถ มีเซ็นเซอร์อุณหภูมิน้ำมันเกียร์ เพิ่มระยะการล็อกของคลัตช์ นอกจากนี้ชุดเกียร์ยังได้รับการออกแบบให้มีน้ำหนักเบาและมีขนาดเล็ก ถังน้ำมันมีความจุ 35 ลิตร และความเร็วก็ยังคงล็อคเอาไว้ที่ราวๆ 140-145 กม./ชม. เหมือนเดิม

ฟิลลิ่งการขับโดยรวมยังคงสืบทอดอารยธรรมของเวอร์ชั่น Hatchback มาอย่างครบถ้วน น้ำหนักพวงมาลัยกำลังดีทำให้การสับเปลี่ยนเลน์เป็นไปอย่างมั่นใจ และคล่องมือ แม้ความยาวตัวรถจะเพ่มขึ้นแต่ก็ไม่ใช่ปัญหา ส่วนการตอบสนองของเครื่องยนต์ และเกียร์ CVT เป็นไปอย่างสมเหตุ สมผล ไม่ได้พุ่งพรวดๆ เหมือเกียร์อัตโนมัติทั่วไป แตต่เกียร์ CVT ต้องอาสัยการเพิ่มน้ำหนักคันเร่งไต่ระดับความเร็วขึ้นไปอย่างนุ่มนวลเหมือนกับเวอร์ชั่น Hatchback

Honda Brio Amaze


ไฮไลต์อันโดดเด่น
ที่บอกว่าเป็นงานยกระดับมาตรฐานได้อย่างเต็มปากเต็มคำก็เพราะว่า Amaze มีการพัฒนาช่วงล่างขึ้นอย่างที่รู้สึกได้ แม้จะเป็นพื้นฐานด้านหน้าแบบอิสระ แม็กเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังทอร์ชั่นบีมแบบ H-Shape เหมือนตัว Hatchback ก็ตาม แต่เหมือนได้ลองขับจะพบกับความแตกต่างทันที จากการที่วิศวกรได้รับระดับความหนืดของตัวช๊คอัพให้มากขึ้น เซ็ทอัพสปริงให้แข็งขึ้น และเปลี่ยนเหล็กกันโคลงให้มีขนาดใหญ่กว่า ทำให้การทำงานของช่วงล่างมีความโดดเด่นในประสิทธิภาพมากขึ้น จนรู้สึกได้ถึงระดับความเฟิร์มที่มากกว่า Brio Hatchback โดยเฉพาะในย่านความเร็วตั้งแต่ 80-120 กม./ชม. จะสัมผัสได้ถึงความนิ่ง ความหนึบอย่างชัดเจน ทั้งยังส่งผลในเรื่องระบบเบรกที่ตอบสนองได้ดีขึ้นอีกด้วย อีกจุดหนึ่งที่น่าประทับใจใน Brio Amaze ก็คือ การเก็บเสียงที่ทำได้ดีขึ้น ซึ่งน่าจะเกิดจากวัสดุซับเสียงใหม่ และแผงประตูที่ทำออกมาเต็มบานไม่ได้เว้นโหว่ตรงช่องเก็บของด้านล่างเหมือนอย่าง Brio Hatchback ทำให้เวลาขับด้วยความเร็วสบายหูมากขึ้นอย่างชัดเจนทีเดียว

Honda Brio Amaze


Honda Brio Amaze

ข้อสรุปสำหรับรุ่นนี้
“คุ้มค่า” คำนิยามที่น่าจะเหมาะสมที่สุดสำหรับ Honda Brio Amaze เพราะอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่านี่คือชิ้นงานยกระดับมาตรฐาน ที่ตอบโจทย์สาวกรถ Sedan ขนาดเล็ก ในเรื่องพื้นที่ใช้สอยเป็นหลัก ในขณะที่เรื่องสมรรถนะก็ยังคงเป็นรถ Eco Car ในอนุกรม Brio ที่คุ้นเคยกันดี ทั้งในเรื่องอัตราเร่งที่สมเหตุ สมผลกับเครื่องยนต์พิกัด 1.2 ลิตร และอัตราการประหยัดน้ำมันชนิดหวังผลได้โดยไม่ต้องมีเทคโนโลยีอะไรมาเสริม เพราะอย่างน้อยก็อุ่นใจได้ว่าบรรดาเจ้าของคงไม่ต้องเสียเงินซ่อมระบบอิเลคโทรนิกส์ หรืออะไรกันมากมาย หลังจากหมดวารันตีแน่นอน

จุดบกพร่องที่อยากให้แก้ไขหลักๆ ก็คงมีเรื่องของรสนิยมการเลือกใช้โทนสีภายในมากกว่า เพราะการดีไซน์ก็ถือว่าไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรมากมาย แต่โทนสีภายในน่าจะมีแค่ 2 สีก็พอ หรือไม่ก็สีใดสีหนึ่งล้วนๆ ไปเลยไม่ต้องเอาสีน้ำตาลมาเกี่ยวข้อง แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดควรปรับพื้นผิววัสดุด้วยคงยอดเยี่ยมๆ เพราะดูผ่านๆ พื้นผิวสัมผัสมันกลายเป็นจุดสำคัญที่หลายคนประเมินค่าวัสดุที่ใช้ต่ำลง ทั้งๆ ที่มันเป็นวัสดุชนิดเดียวกับที่ใช้ในโมเดลของ Honda เหมือนกันเพราะถ้าปรับปรุงแก้ไขในส่วนนี้ได้ ทั้ง Brio และ Brio Amaze คงกวาดยอดขายกันจนผลิตไม่พอแน่ะล่ะครับงานนี้


ข่าวแนะนำ

VW Golf Plus Life สุดยอดของอรรถประโยชน์ใช้สอย
COROLLA KE70 มรดกคุณตา แต่ง Retro Car แบบไม่งบบาน
จากโตเกียว ออโต ซาลอน สู่งาน บางกอก อินเตอร์เนชันแนล ออโต ซาลอน 2013



วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

NITTO ส่ง NT830 ลุยตลาดรถยนต์ ECO Car


บริษัท ต.สยามคอมเมอร์เชียล จำกัด ผู้นำเข้า และจัดจำหน่ายยางนิตโต(NITTO) จัดส่งยางขวัญใจมหาชน NITTO NT830 ขนาดใหม่ล่าสุด 195/55R15 สำหรับรถขนาดเล็ก และ ECO Car ตอบรับกระแสรถคันแรก หลังจากเพียง 6 เดือน ที่ได้เปิดตัว ยางรหัสใหม่สุดร้อนแรง NITTO NT830 เมื่อกลางปี 2555 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับผมตอบรับเป็นอย่างดีเยี่ยม พร้อมการบอกต่อถึงประสบการณ์ตรงจากกลุ่มผู้ใช้ ถึงความนุ่ม..เงียบ และประสิทธิภาพในเกาะถนนของยางรุ่นดังกล่าว ผ่านสื่อดิจิตอลต่าง ๆ

NITTO


นายอภิชัย ตั้งวงษ์ศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ต.สยามคอมเมอร์เชียล จำกัด กล่าว “จากผลตอบรับอันดีเยี่ยมจากกลุ่มผู้ใช้รถในปัจจุบัน ที่ต้องการยางที่สามารถตอบสนองความต้องการได้ทุก ๆ ด้านในการขับขี่ไม่ว่าจะเป็นความ นุ่มนวล ที่มาพร้อมความเงียบ จากยางรถยนต์ในขณะขับขี่ รวมถึงประสิทธิภาพในการเกาะถนนแบบยางสปอร์ต เพื่อความมั่นใจในการควบคุมในทุก ๆ พื้นผิวถนน ซึ่ง ยาง NITTO NT830 สามารถตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยม รวมถึง จุดแข็งของยาง NITTO ที่เป็นยางที่ผลิต และ นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น 100% จึงทำให้ลูกค้าต่าง ๆ มั่นใจในคุณภาพของสินค้า พร้อมการบริการหลังการขาย ที่ทางบริษัทชูนโยบาย “รับประกันคุณภาพ ตลอดการใช้งาน” เป็นเพียงเจ้าเดียวในประเทศไทยที่กล้ารับประกัน”

NITTO


โดยในปี 2556 นี้ ทางบริษัทฯ ก็ได้เน้นไปในส่วนการทำการตลาดสำหรับรถขนาดเล็กหรือ Eco Car ซึ่งได้มีผลมาจาก “นโยบายรถคันแรก” จึงทำให้รถยนต์ในท้องตลาดในปัจจุบัน เป็นรถยนต์ที่ใช้ล้อและยางขนาดเล็ก ซึ่งผู้จัดจำหน่ายยางทุก ๆ ค่ายก็ต่างหมายปองที่จะเข้ามาแบ่งส่วนแบ่งตลาดของยางรถยนต์กลุ่มดังกล่าวให้ได้มากที่สุด โดยงัดกลยุทธ์ด้านราคา และโปรโมชั่นต่าง ๆมากระตุ้นในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ในปีนี้ ทางบริษัทฯจึงได้เน้นเรื่องการทำการตลาดผ่าน Sport Marketing & Digital Marketing แบบเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการแข่งขันรายการ “NITTO-3K 2013″ ซึ่งเป็นรายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบที่มีผู้เข้าแข่งขันมากที่สุดในประเทศไทย และได้โชว์ประสิทธิภาพของยาง NITTO รุ่นต่าง ๆ ผ่านการแข่งขันรายการดังกล่าว รวมถึง Digital Marketing ที่ทางบริษัทฯ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง

ข่าวแนะนำ

เปิดตัวแล้ว เบนท์ลี่ย์ คอนติเนนทัล จีที สปีด ยนตรกรรมหรูจากอังกฤษ
Mazda RX8 แต่ง เซ็ตเทอร์โบ โมให้จี๊ดจ๊าด
Engine for Retro Car : เปลี่ยนหัวใจ ปลุกม้าแก่ !!!